Home Product Price Service & Support Download About us Dealer Zone Site Map
All Tip&Technique
ประจำปี  2547
ประจำปี  2548
 
 
ความปลอดภัยของการใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ท
 

     สิ่งหนึ่งที่ยังคาใจหลายต่อหลายคน เมื่อต้องการที่จะทำธุระกรรมทางอินเตอร์เน็ทอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ความไม่มั่นใจว่า ถ้าหากใช้บัตรเครดิตทำธุระกรรมบนอินเตอร์เน็ทนั้น จะมีโอกาสถูกขโมยหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้หรือไม่? และนั่นจะทำให้มีผลเสียตามมาอย่างไร?


     ผมมองเห็นว่าความไม่มั่นใจในการใช้บัตรเครดิตนั้น เป็นปัญหา และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้วงการ e-Commerce ของประเทศไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะว่าทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะออกมาทำเว็บไซต์ขายสินค้าของตนเองมากนัก เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครซื้อ เนื่องจากเล็งเห็นว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยนั้นยังไม่ค่อยมีความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าบนอินเตอร์เน็ทมากนัก


แล้วบัตรเครดิตกับ e-Commerce นั้นมีความสำคัญแค่ไหน?
คำตอบคือ สำคัญมากครับ เพราะว่า เวลาเราเข้าไปซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆในเว็บไซต์นั้น เราไม่ได้ไปเจอกับร้านค้าจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำเมื่อจะซื้อสินค้า ก็คือ ใส่หมายเลขบัตรเครดิตลงไป จากนั้นทางเว็บไซต์ก็จะไปทำการคิดเงินค่าสินค้าหรือบริการจากหมายเลขบัตรเครดิตที่ได้ไป


นอกจากนั้น การใช้บัตรเครดิตสั่งซื้อสินค้าหรือบริการบนอินเตอร์เน็ทยังมีข้อดีอีกคือ

  •  
  • สะดวก และรวดเร็ว ง่ายกว่าการที่จะต้องรอการโอนเงินผ่านธนาคารแบบธรรมดา

  •  
  • มีหลักฐานการสั่งซื้อชัดเจน ทำให้มีผลบังคับทางกฎหมายได้ง่าย

  •  
  • ถ้าไม่พอใจสินค้าก็สามารถเรียกร้องขอเงินกลับคืนได้ง่าย โดยให้จ่ายคืนเข้าบัตรเครดิตได้เลย หรือ ขอให้ทำการยกเลิก invoice ที่สั่งซื้อสินค้า

  •  
  • ผู้ซื้อสินค้าไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมในการโอนเงินผ่านธนาคาร

  •  
  • ผู้ซื้อสินค้าไม่ต้องจ่ายเงินสดออกไปก่อน ทำให้มีเวลาในการจ่ายชำระหนี้นานขึ้น

         แต่แม้ว่า หลายๆคนจะรู้ว่าการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการบนอินเตอร์เน็ทผ่านบัตรเครดิต จะเป็นวิธีการที่ง่ายและมีประโยชน์ในหลายๆทาง ทุกคนก็ยังคงมีความไม่มั่นใจในการใช้ ซึ่งอาจจะมีเหตุผลหลักๆคือ กลัวถูกขโมยหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้นั่นเอง

         ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้หลายๆคนกลัว ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เคยอ่านข่าว หรือบทความจากหลายๆแห่ง ที่ได้เขียนเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ และทุกคนก็คงรู้สึกเหมือนกันครับ ว่าการขโมยแค่ตัวเลขไปใช้นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ซึ่งผมก็ยอมรับครับ ว่าเหตุการณ์อย่างนั้นมีเกิดขึ้นกันบ่อยๆ ในต่างประเทศมีศัพท์เรียกกันว่า Identity Theft หมายถึง การขโมยข้อมูลส่วนตัวไปใช้ นั่นเอง แต่ความหมายของคำๆนี้นั้น กว้างกว่า และร้ายแรงกว่าการนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้จริงๆเยอะครับ


         ตามรายงานของบริษัทบัตรเครดิตหลายๆแห่งนั้น ได้พบว่า จริงๆแล้ว การขโมยหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้กันนั้น มีการขโมยมาจากเว็บไซต์ต่างๆบนอินเตอร์เน็ท คิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการขโมยแบบอื่นๆ ดังนั้นถ้าจะให้ดี เราควรที่จะหันไปไปป้องกันการขโมยหมายเลขบัตรเครดิตด้วยวิธีอื่นๆ จะดีกว่าครับ

         ทั้งนี้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีวิธีการขโมยหมายเลขบัตรเครดิตนี้หลากหลายวิธีมาก วิธีที่ง่ายที่สุดเลย คือ การเดินไปตามบ้านต่างๆ แล้วไปขโมยจดหมายจากบริษัทบัตรเครดิตที่อยู่ในตู้จดหมายมาเลย เท่านี้เหล่ามิจฉาชีพก็จะได้ข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างครบถ้วน ซึ่งก็สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ท หรือไปทำบัตรปลอมขึ้นมาอีกใบหนึ่งเพื่อไปใช้ซื้อของตามร้านค้าต่าง ๆ ได้ทันที

         หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ การไปค้นตามถังขยะ เพื่อหาสำเนาใบเสร็จบัตรเครดิต โดยคนส่วนมาก เมื่อซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิตเสร็จ จะไม่สนใจเก็บสำเนาไว้ ก็จะโยนทิ้งทันทีครับ โดยหารู้ไม่ว่าในสำเนานั้น มีหมายเลขบัตรเครดิต และวันที่หมดอายุไว้อย่างชัดเจนครับ ซึ่งถ้าใครได้ไปก็สามารถนำไปใช้ได้ทันทีเลยเหมือนกัน ดังนั้นแนะนำว่า ถ้าหากจะทิ้งใบสำเนาก็ควรจะฉีกทั้งซะก่อนครับ โดยเฉพาะตรงหมายเลขบัตรเครดิต (ในขณะนี้ทางต่างประเทศเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา บังคับให้ร้านค้าต้องใช้เครื่องรูดบัตรแบบใหม่กันหมดแล้วครับ โดยสำเนาที่ได้จากเครื่องรุ่นใหม่นี้ จะแสดงหมายเลขบัตรแค่ 4 ตัวหลังเท่านั้น เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ผมก็หวังว่าคงจะเริ่มบังคับใช้ในประเทศไทยเร็วๆนี้ครับ)

         อีกวิธีเป็นวิธีการที่พวกมิจฉาชีพใช้กันแพร่หลายมากที่สุดนั้นก็คือ การ Skimming นั่นเอง โดยเหล่ามิจฉาชีพพวกนี้ จะไปว่าจ้างพนักงานในร้านค้าต่างๆ เพื่อให้นำบัตรเครดิตที่ลูกค้าใช้ซื้อของมารูดผ่านเครื่อง Skimming ซึ่งจะทำให้ข้อมูลทุกอย่างในแถบแม่เหล็ก ถูกบันทึกลงไปในเครื่อง Skimming นี้อย่างง่ายดายในเวลาเสี้ยววินาทีครับ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็จะมีทั้งหมายเลขบัตรเครดิต, วันหมดอายุ และ ที่อยู่ของเรา เป็นต้น ดังนั้น ถ้าหากท่านต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อของในร้านค้าต่างๆ เพื่อความมั่นใจก็กรุณาเข้าไปดูเวลาที่พนักงานรูดบัตเครดิตกับเครื่องด้วยตนเอง ว่าไม่มีการนำบัตรเครดิตของท่านไปรูดในเครื่องอื่นๆนอกเหนือจากเครื่องรูดบัตรเครดิตแถมด้วย

    ย้อนกลับมาเรื่องการขโมยใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ทกันต่อครับ

         ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงระบบการใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ทมาตั้งแต่ในยุคแรกๆ ที่เริ่มมีการใช้กัน ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลที่ว่า ขณะนี้ผมไม่เคยกลัวการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ากับเว็บไซต์ต่างๆเลย เพราะว่าถ้าหาก เราเข้าใจหลักการอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับบัตรเครดิตเราได้บ้าง และมีวิธีการป้องกันอย่างไรบ้าง ความกลัวก็จะหมดไปนั่นเองครับ

         ในยุคเริ่มต้นของ e-Commerce นั้น มีการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้กันมาก ตามที่เคยได้ยินกันมาเพราะว่านั่นเป็นยุคแรกจริงๆ ซึ่งก็ไม่มีใครได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้ไม่มีการเตรียมการป้องกันมาก่อน

         ผมเองยังเคยได้เห็นกับตาครับ เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับนักเจาะระบบที่เก่งมากคนหนึ่งของไทย ซึ่งเค้าก็ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ในการเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลของเว็บไซต์หลายๆแห่ง (ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ไทยครับ ของต่างประเทศก็ด้วย) แล้วก็สามารถนำข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตและอื่นๆของลูกค้าจากเว็บไซต์นั้นๆมาได้อย่างง่ายดาย ที่น่าตกใจกว่าก็คือว่า นักเจาะระบบท่านนั้น ในเวลานั้น อายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมคิดว่า คงต้องมีใครอีกหลาย ๆ คนที่ทำได้อย่างนี้เหมือนกัน นั่นทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจการใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ทเลยครับ

         สาเหตุถัดมาก็คือ ระบบการตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้บัตรเครดิตยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยในการสั่งซื้อสินค้า ผู้ซื้อก็แค่ใส่หมายเลขบัตรเครดิตลงไปในเว็บไซต์ จากนั้นทางเว็บไซต์ก็จะมีโปรแกรมที่ตรวจสอบเบื้องต้นดูว่าหมายเลขนั้นน่าจะใช้ได้หรือไม่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ของทางเว็บไซต์ก็จะนำหมายเลขบัตรเครดิต และวันหมดอายุไปกดลงเครื่องรูดบัตรเครดิตอีกที โดยที่แทบจะไม่มีการเช็คความถูกต้องของข้อมูลอื่นๆ เช่น ชื่อ หรือ ที่อยู่ ของเจ้าของบัตร ว่าตรงกับข้อมูลในบัตรหรือไม่

         นั่นทำให้ใครก็ได้ที่มีหมายเลขบัตรเครดิตของคุณอยู่ (ไม่จำเป็นต้องมีบัตรจริงๆ) สามารถนำหมายเลขเหล่านั้น ไปใช้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ทได้อย่างง่ายดาย และหนีไปได้อย่างลอยนวล เพราะว่าไม่สามารถตามจับได้ อีกทั้ง จำนวนเงินที่จะใช้ในการตามจับ อาจจะเป็นจำนวนที่มากกว่าราคาสินค้าที่ซื้อไปมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการตามจับกันเท่าที่ควร

         สาเหตุที่ทำให้มีการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้ได้ในยุคแรกเริ่มนั้นคือ ระบบการรักษาความปลอดภัย ต่างๆ ยังมีความหละหลวมเป็นอันมาก ไม่มีใครใส่ใจเท่าไหร่

         โดยทุกเว็บไซต์จะทำการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างของลูกค้าไว้ในฐานข้อมูลของทางเว็บไซต์ โดยที่ไม่มีการเข้ารหัสใดๆทั้งสิ้น ทำให้ถ้าหากมีใครเจาะระบบของทางเว็บไซต์เข้าไปได้ ก็จะได้ฐานข้อมูลทั้งหมดออกไปอย่างง่ายดาย

         ระบบการตรวจสอบบัตรเครดิตในสมัยก่อนไม่มีประสิทธิภาพ ถึงขนาดที่ว่า สามารถใช้โปรแกรมสำหรับสร้างหมายเลขบัตรเครดิตเพื่อ ให้โปรแกรมตรวจเช็คของทางเว็บไซต์ คิดว่าเป็นบัตรที่ใช้ได้จริง ๆ ครับ ซึ่งหลาย ๆ โปรแกรมจะทำการสร้างหมายเลข 12 ตัวแรกขึ้นมา จากนั้นเวลาเรานำไปใช้ก็แค่ใส่หมายเลข 4 ตัวหลังมั่วๆ ก็ใช้ได้แล้วครับ น่ากลัวจริงๆ (สำหรับเจ้าของเว็บไซต์นะครับ เพราะว่าเสียหายแน่นอน ถ้าโดนเลขปลอมนี้เข้าไป จะไปเก็บเงินใครก็ไม่ได้)

         นั่นเป็นเพราะว่า หมายเลข 12 ตัวแรกนั้นจะเป็นรหัสต่างๆ ที่บริษัทบัตรเครดิตต้องใช้เพื่อระบุข้อมูลของบริษัทและของบัตร เช่น ชนิดของบัตรที่ใช้, ประเทศที่เปิดบัตร เป็นต้น ส่วน 4 ตัวหลังก็จะเป็นหมายเลขส่วนตัวของผู้ใช้บริการครับ

    ถ้าดูง่ายๆ หมายเลขตัวแรกของบัตรจะเป็นตัวบอกชนิดของบัตรที่ใช้นั่นเอง เช่น

  •  
  • ถ้าเป็นบัตร Visa หมายเลขบัตรตัวแรกจะเป็น 4

  •  
  • ถ้าเป็นบัตร MasterCard หมายเลขบัตรตัวแรกจะเป็น 5

  •  
  • ถ้าเป็นบัตร American Express หมายเลขบัตรตัวแรกจะเป็น 3


         ช่วงนั้น หลายต่อหลายคน สามารถท่องได้เลยครับว่า 12 ตัวแรกของบัตรนั้น แต่ละตัวให้ความหมาย ถึงอะไรบ้าง ซึ่งถ้าหากใครรู้ตรงจุดนี้ ก็สามารถคาดเดาข้อมูลหลายๆอย่างของผู้ถือบัตรได้อย่างง่ายดาย


         เห็นหรือยังครับ ว่าทำไมเราถึงได้ยินเรื่องการขโมยบัตรเครดิตไปใช้กันอย่างมากมาย นั่นก็เพราะระบบ ที่ยังไม่พัฒนาเท่าไหร่ ทำให้เรามีความเสี่ยงสูงในการใช้นั่นเอง แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอดีตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา


         ในสมัยนี้นั้น ระบบต่างๆเกี่ยวกับธุระกรรมทางอินเตอร์เน็ทได้พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก โดยระบบรักษาความปลอดภัยจากการ ใช้บัตรเครดิตก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถ มั่นใจในการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านอินเตอร์เน็ทได้เต็มที่


         โดยในปัจจุบันนั้น เมื่อเราสั่งซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ท ทางเว็บไซต์จะต้องตรวจดูว่า หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวที่ให้มานั้นตรงกันแค่ไหน ( ส่วนมากจะเช็คจากรหัสไปรษณีย์ที่ระบุไว้) โดยทางเว็บไซต์จะส่งข้อมูลไปเพื่อตรวจสอบกับข้อมูลของทางธนาคารทันที ถ้าหากไม่ตรงก็จะไม่ดำเนินการ ต่อให้ พร้อมกับจะแจ้งว่าบัตรมีปัญหา ให้ลองเปลี่ยนบัตรอื่นๆมาใช้ดูอีกครั้ง


         เมื่อสามารถทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลกับทางธนาคารได้ ทำให้เว็บไซต์ส่วนมาก ก็จะไม่ทำการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้กับทางเว็บไซต์อีกต่อไป โดยเมื่อไหร่ที่มีคนสั่งซื้อก็ค่อยทำการส่งข้อมูลนั้นไปเช็คกับทางธนาคารใหม่ และทำการตัดเงินในขณะนั้น เท่านั้นนั่นเอง


         หรือถ้าหากบางเว็บไซต์ที่มีการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ ก็จะทำการเข้ารหัสข้อมูลเหล่านั้น ทำให้ ถ้าหากมีคนมาเจาะระบบและขโมยข้อมูลเหล่านั้นไป ก็ไม่สามารถอ่านและนำไปใช้ได้ ซึ่งตรงจุดนี้ก็ทำให้เราสามารถมั่นใจได้มากขึ้น ว่าข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆของเราจะไม่ถูกใครนำไปใช้ได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน


         ถัดมาระบบความปลอดภัยที่ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้มากขึ้นก็คือ การนำหมายเลข CVV2 มาใช้ โดยหมายเลข CVV2 นี้ จะไม่มีการบันทึกลงบนแถบแม่เหล็กหลังบัตร หรือที่ไหนทั้งสิ้น ยกเว้นฐานข้อมูลของบริษัทผู้ออกบัตร และที่ด้านหลังบัตรเครดิตเท่านั้น สามารถดูรูปได้ด้านล่าง


         ดังนั้น แม้ว่าคนอื่นจะรู้หมายเลขบัตรเครดิต 16 ตัว และข้อมูลอื่นๆของเรา ก็ไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ทได้ ถ้าหากไม่รู้เลข CVV2 นี้ ทำให้การใส่ CVV2 นี้ เป็นการยืนยันว่า ผู้ใช้จะต้องมีบัตรอยู่กับตัวจริงๆถึงจะใส่หมายเลขนี้ได้ครับ


         ทำให้ปัจจุบันการใช้หมายเลขบัตรเครดิตของผู้อื่นไปซื้อสินค้า บนอินเตอร์เน็ทเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แล้วครับ แต่ก็ยังมีมิจฉาชีพบางคนทำการแอบอ้างตนเองว่าเป็นพนักงานบริษัทบัตรเครดิต โทรมาถามหมายเลข CVV2 นี้ เหมือนกัน อ้างว่าเพื่อทำการตรวจสอบบัตร ซึ่งถ้าเราให้ไปก็อาจจะตกเป็นเหยื่อได้ครับ ดังนั้น จำไว้นะครับ ถ้ามีคนไม่รู้จักโทรมาถามถึงหมายเลขนี้ ก็ห้ามบอกเด็ดขาดครับ ( ทางบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องถามครับ เพราะว่ามีหมายเลขนี้อยู่แล้ว)


         ดังนั้นแล้ว ผมคิดว่าในปัจจุบันนั้น การใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าบนเว็บไซต์นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไปเพราะว่ามีการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยไว้ดีแล้ว โดยเฉพาะการบังคับให้ต้องใส่หมายเลข CCV2 ลงไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า ถึงจะมีคนรู้ข้อมูลของเราไป แต่ถ้าไม่มีบัตรตัวจริง ก็ไม่สามารถ นำไปซื้อสินค้าหรือบริการบนอินเตอร์เน็ทได้ครับ


         อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลย นั่นก็คือว่า จริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลเลยครับ ว่ามีคนนำหมายเลขบัตรของเราไปใช้ แล้วเราจะไม่มีเงินไปชำระหนี้ได้ เพราะว่า ตามกฎหมายแล้ว ทางบริษัท ผู้ออกบัตรเครดิตใบนั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจำนวนเงินเหล่านั้นครับ เราเพียงแค่พิสูจน์ไปว่าเราไม่ได้ใช้ ใช้บัตรเครดิต ซื้อสินค้านั้น ๆ ครับ


         ทั้งนี้ เมื่อได้รับรายงานการใช้บัตรเครดิต ประจำเดือนแล้ว ให้รีบเช็คดูทันทีว่า มีรายการใดผิดปรกติหรือเปล่า ถ้าหากมีต้องรีบแจ้งกลับไปยังบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต ภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน ครับ (อาจจะเปลี่ยนแปลงบ้างในบางบริษัท) ถ้าหลังจากนั้น ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบกับรายการที่ไม่ถูกต้องครับดังนั้นใช้บัตรเครดิตไป เลยครับ ไม่ต้องกังวลใจใด ๆ ครับ ถ้าหากเราคิดว่าจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้ครับ แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เราทุกคนก็ควรที่จะทำการตรวจเช็คยอดรายจ่ายประจำเดือนอยู่เสมอว่ามีอะไรผิดปรกติบ้างหรือไม่ ? ถ้าหากมีข้อสงสัยใด ๆ ก็ควรจะรีบโทรไปถามทางบริษัทผู้ออกบัตรทันทีครับ


         หวังว่า บทความนี้คงทำให้หลายๆคน คลายความกังวลใจ ไม่กล้าใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ท เพราะห่วงเรื่อง ความปลอดภัยได้นะครับ และผมก็หวังว่า บทความนี้จะช่วยให้คนไทย หันมาใช้บัตรเครดิตจับจ่ายสินค้า และบริการผ่านอินเตอร์เน็ทกันมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจ e-Commerce ของไทยพัฒนาก้าวไกลเท่าต่างชาติครับ



    บทความจาก : คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
       
    Alliance & Link Corporation Product List Price Update Service & Support Contact us About us Download Webboard
     Copyright© 2000-2012 Alliance & Link Corporation Co.,Ltd. All rights reserved.