| จากปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลก
ในช่วงปี 2547-2548 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น
หากมองตัวอย่าง จำนวนคดีด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในประเทศเกาหลีใต้
ที่ถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีไอที
และอินเทอร์เน็ตมากที่สุดประเทศหนึ่ง จากคดีทั้งหมด
77,099 คดีในปี 2547 และเพิ่มเป็น 88,731
คดีในปี 2548 โดยแบ่งเป็นการหลอกลวงและการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต
42,675 คดี (52%) การแฮกระบบและโจมตีด้วยไวรัส
21,389 คดี (20%) และความผิดด้านอื่นๆ 11,173
คดี (18%) นอกนั้นเป็นคดีการละเมิดลิขสิทธิ์
เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และการล่วงล้ำความเป็นส่วนบุคคล
เป็นต้น
ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว
ประเทศเกาหลีใต้จึงได้ออกกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ปี
2539 และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ให้ทันยุคทันสมัยกับเทคโนโลยี
ใหม่ๆ ของแฮกเกอร์ ที่มีเทคนิคการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ
เช่น Phishing Pharming และ Ransomware
ดังนั้น ทางฝ่ายกฎหมายก็มีความจำเป็นต้องปรับปรุงร่างกฎหมาย
ให้สามารถนำมาใช้กับเทคนิคใหม่ๆ ดังกล่าว
นายปริญญา
หอมอเนก ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์
ให้ความเห็นว่า จากบทสรุปในงานประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จัดโดย KICJP
(Korean Institute of Criminal Justice
Policy) และ UNODC (United Nation Office
on Drugs and Crime) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านการพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์
หรือ Computer Forensic ให้กับผู้รักษากฎหมายเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ
สามารถในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ
การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยฯ
อธิบายถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ในยุคสมัยที่อาชญากรรมไอทีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
แต่เนื่องจากการที่รัฐบาลเกาหลีใต้มีการฝึกอบรมพัฒนาความรู้
ให้กับเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ จึงสามารถช่วยปิดคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้กว่า
99% โดยอ้างอิงกระบวนการพิสูจน์หลักฐาน
ที่มีแนวทางเหมือนประเทศญี่ปุ่น อิตาลี
และ ฝรั่งเศส ทำให้เกิดความผิดพลาดในการพิสูจน์หลักฐานน้อยมาก
อีกทั้งปราศจากการโต้แย้งทางเทคนิคด้วย
นายปริญญา
อธิบายว่า หากมองโครงสร้างของหน่วยงานทางกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้
จะมี 2 หน่วยงานที่มีศูนย์พิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอล
ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ฝ่ายปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่เป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมของสำนักงานอัยการสูงสุดอีกที
ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ นับว่าทันสมัยมาก เพราะสามารถพิสูจน์หลักฐานจากฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ทุกรุ่น
แม้แต่หน่วยความจำในโทรศัพท์มือถือ ด้วยโปรแกรมพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์
ทั้งแบบซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
เพื่อที่จะสามารถนำผลลัพธ์มาตรวจสอบซึ่งกันและกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยฯ
อธิบายต่อว่า ภายในศูนย์นี้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอลโดยเฉพาะเรียกว่า
FRED: Forensic Recovery of Evidence Device
ส่วนทีมผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงานมีหลายสิบคนที่เชี่ยวชาญทั้งด้าน
Computer Forensic ที่เป็นการพิสูจน์หลักฐานในหน่วยความจำ
หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์
และ ด้าน Internet Forensic เกี่ยวกับการสืบสวนหาพยานหลักฐานทางระบบอินเทอร์เน็ต
เช่น การตามหาแหล่งที่มาของแฮกเกอร์ หรือ
การตามแกะรอยอิเล็กโทรนิคส์เมล์ (อีเมล์)
เป็นต้น
สำหรับกฎหมายกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ของประเทศไทยนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเร่งพิจารณา
เพื่อที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ที่มีกรณีศึกษาเกิดขึ้นแล้วหลายกรณีในช่วงปี
2548 ที่ผ่านมา โดยทางฝ่ายยุติธรรมจำเป็นต้องนำกฎหมายเดิมมาปรับใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
แต่ก็ใช้ได้ในบางกรณีเท่านั้น
ยกตัวอย่าง
กฎหมายของเกาหลีใต้อนุญาตให้เก็บหลักฐานที่กระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไว้ได้นานสูงสุดถึง
15 ปี (ตามคำสั่งศาล) และยึดหลักฐานไว้จนกว่าจะพิจารณาคดีเสร็จสิ้น
อาทิ ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไว้ในการควบคุมของฝ่ายยุติธรรม
แต่สำหรับกฎหมายลักษณะดังกล่าวของประเทศไทย
ในประเด็นนี้กลับมีความแตกต่างจากของประเทศเกาหลีใต้
ทั้งความชัดเจนในเรื่องการเก็บหลักฐาน อำนาจในการยึดของกลาง
โดยส่วนตัวเห็นควรที่จะมีการปรับปรุงในสอดคล้องกับสากล
นายปริญญา กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยฯ
แสดงความเห็นเสริมว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทย
จะต้องเร่งฝึกอบรมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของกรมสวบสวนคดีพิเศษ
หรือแม้แต่ผู้พิพากษาและ อัยการ ทั้งหมดนี้
จะต้องอบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายใหม่
และมีความพร้อมใช้กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ที่กำลังจะถูกนำมาบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้
นายปริญญา
อธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
หรือ ดีเอสไอ นั้นได้รับการฝึกอบรมความรู้ทางด้านการพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์
ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศ และต่างประเทศ
โดยมีศูนย์พิสูจน์หลักฐานทางด้านคอมพิวเตอร์
ที่มีอุปกรณ์พิสูจน์หลักฐานตลอดจนโปรแกรมเฉพาะทางที่เป็นเครื่องมือให้ทีมสอบสวนทำงานได้ง่ายขึ้น
แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปฏิบัติงานด้าน
Computer Forensic ที่หลายหน่วยงานควรนำไปเป็นต้นแบบ้
ทั้งนี้
หน่วยงานในประเทศไทยจึงควรจัดสัมมนาในรูปแบบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ
เกี่ยวกับกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นไปที่การพัฒนาความรู้บุคลากร
ให้มีความเข้าใจถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ของเหล่าอาชญากรคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ ยังต้องจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาร่างกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เพื่อให้ความเห็นทางวิชาการที่เหมาะสม กับเทคโนโลยี
ด้วยมุมมองจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย
ที่มีความห่วงใยต่อการออกกฎหมายที่ยังไม่เรียบร้อย
กระบวนการสอบสวน พิสูจน์หลักฐาน ตลอดจนกระบวนการในชั้นศาล
ที่บุคลากรของไทยยังมีความไม่พร้อมในเรื่องคอมพิวเตอร์อยู่มาก
และยังรู้ไม่เท่าทันผู้กระทำผิด ในวันนี้ที่เรารอกฎหมายบังคับใช้
แฮกเกอร์ไม่ได้รอให้กฎหมายเกิดก่อนแล้วค่อยลงมือ
เพื่อให้กฎหมายที่ออกมานั้นใช้ได้ผลในทางปฏิบัติ
สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แบบปราศจากข้อโต้แย้งทางด้านเทคนิค
เหมือนที่เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จมาแล้ว
ดังนั้น ประเด็นเรื่องกฎหมายที่เหมาะสม
และความรู้ทางด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอลของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่เพียงพอ
จึงเป็นประเด็นสำคัญระดับชาติที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกันเสียที...
จุลดิส
รัตนคำแปง Itdigest@thairath.co.th
บทความจาก : ไทยรัฐ
|