| ผู้จัดการออนไลน์ยินดีนำเสนอบทความพิเศษโดยมร.ไมเคิล
เดลล์ ประธานกรรมการบริษัท เดลล์ อิงค์
ยักษ์ใหญ่ผู้จัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์พีซีอันดับหนึ่งของโลก
ภายใต้ชื่อบทความที่น่าสนใจว่า "ไอทีช่วยประเทศยากจนรุ่งเรืองขึ้นได้"
จริงหรือไม่
เชิญค้นหาคำตอบในบทความต่อไปนี้
ประมาณสองในสามของประชาชนในสหรัฐอเมริกามีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างสะดวก
แต่กับประเทศแถบทะเลทรายซาฮาร่าในแอฟริกา
มีประชาชนไม่ถึงสองคนจากหนึ่งร้อยคนที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์
การลดช่องว่างทางสังคมดิจิตอล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้
จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างยิ่ง
เทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนผลผลิตและการเติบโตของเศรษฐกิจ
จากรายงานของบริษัทแม็คคินซี่ McKinsey
พบว่า ภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับไอทีในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ส่งผลให้เกิดผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงระหว่างปี
1993 ถึงปี 2000 สูงถึงกว่า 36 % ทั้งที่มีอัตราส่วนในผลผลิตมวลรวมของประเทศเพียง
8 %เท่านั้น อีกหนึ่งงานวิจัยจาก ITU (International
Telecommunications Union) แห่งองค์การสหประชาชาติ
พบว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมของประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่า
27 % จากกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมทั้งเจ็ด (Group
of Seven) ในช่วงปี 1995 จนถึงปี 2003 นั้น
เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงทุนด้านไอทีเป็นหลัก
โดยตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ
รวมไปถึงตำแหน่งงานที่ได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ
ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในทุกส่วนในขณะนี้
ปัจจุบันมีประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งที่กำลังได้รับประโยชน์จากไอทีอย่างมหาศาล
ตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดียสามารถสร้างรายได้กว่า
21 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จากอุตสาหกรรมด้านไอที
เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 15 ปีที่แล้วซึ่งมีเพียง
150 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ที่สำคัญในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
แรงงานในอุตสาหกรรมไอทีของอินเดียเพิ่มขึ้นจาก
6,800 คน กลายเป็น 1 ล้านคนอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับประเทศจีนที่ปัจจุบันส่งออกสินค้าไอทีมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก
หรืออย่างประเทศมาเลเซียซึ่งมีจำนวนประชากรเพียง
25 ล้านคน แต่กลับสามารถก้าวขึ้นสู่อันดับที่
10 ในกลุ่มประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ซึ่งโดยมากเป็นผลพวงมาจากการลงทุนด้านไอทีทั้งสิ้น
แต่ใช่ทุกประเทศจะเหมือนกับจีน
มาเลเซีย หรืออินเดีย เพราะกับประเทศอย่างปารากวัย
บังคลาเทศ หรือสาธารณรัฐชาด เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศกลับกลายเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอย่างยิ่ง
การพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีในประเทศเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
และแฝงไปด้วยความท้าทายมากมายในแต่ละก้าว
ขณะเดียวกันบางประเทศกลับสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จได้อย่างดี
อย่างเช่นที่สิงคโปร์ซึ่งประกาศจุดยืนการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีชั้นสูงตั้งแต่ปี
1991 โดยได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน
เช่น การสร้างเครือข่ายบรอดแบนด์ระดับชาติ
และปลดล็อกกฎเกณฑ์การห้ามถือหุ้นเกิน 49
%ในบริษัทเอกชนที่ให้บริการระบบโทรคมนาคมสาธารณะ
โดยปัจจุบันสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยี
และได้รับการจัดอันดับจาก World Economic
Forum ให้อยู่ลำดับที่ 2 เมื่อมองในด้านความสามารถในการมีส่วนร่วมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร
ไอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยรัฐบาลได้เดินหน้าแผนงานด้านสังคมในยุคข้อมูลข่าวสารตั้งแต่ช่วงปี
1999 และผลักดันแนวคิดในการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยสำหรับเทคโนโลยีเฉพาะด้านต่างๆ
อีกทั้งรัฐบาลของไอร์แลนด์ยังชักจูงใจนักลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
อย่างเช่นที่เดลล์ได้ตัดสินใจลงทุนในไอร์แลนด์เมื่อปี
1990 โดยปัจจุบันเดลล์ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไอทีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไอร์แลนด์จากจำนวนบริษัทไอทีทั้งหมดกว่า
1,300 บริษัท
สำหรับแนวทางที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไอทีให้ก้าวหน้าและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่อันดับแรกควรเริ่มที่การปรับปรุงระบบการศึกษาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับสูง
และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฝีมือเพื่อรองรับศตวรรษที่
21
ขั้นตอนต่อมา
คือ การมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
โดยการส่งเสริมการพัฒนาระบบเครือข่ายสื่อสารที่หลากหลายให้พร้อมให้บริการ
เพราะบรอดแบนด์ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและส่งผลโดยตรงต่ออัตราการเติบโตของธุรกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมบรอดแบนด์แบบไร้สาย
จะช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถก้าวทันโลกปัจจุบันได้ดีขึ้น
และลำดับสุดท้าย
รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ควรเปิดกว้างสำหรับตลาดสินค้าไอที
ด้วยมาตรการจูงใจด้านภาษีและกฎเกณฑ์รอบด้านต่างๆ
โดยวิธีนี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนก้อนใหม่จากต่างชาติและสร้างงานในประเทศได้อย่างมหาศาล
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าในประเทศ
และกดดันผู้ผลิตในประเทศให้มีความแข็งขันในการพัฒนาคุณภาพและตั้งราคาให้เหมาะสมกับตลาดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ภาคเอกชนเองก็ควรมีบทบาทในการขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลต่างๆ
ซึ่งหากจะเรียกว่าเป็นโอกาสสองต่อก็ว่าได้
ต่อแรกคือการนำเสนอโซลูชันด้านไอทีเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไปให้ดียิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยในลาตินอเมริกาที่กำลังมองหาตลาดเล็กๆ
เฉพาะด้านซักแห่ง หรือคุณหมอในแอฟริกาที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพื่อจัดการกับโรคร้ายที่เห็นไม่บ่อยนัก
โอกาสอีกต่อหนึ่งก็คือ การขยายอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มยอดขายและกำไรของบริษัท
ยิ่งมีจำนวนผู้คนหันมาใช้อุปกรณ์ไอทีที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้นเท่าไร
ก็จะยิ่งมีความต้องการเกี่ยวกับบริการด้านไอทีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้โลกใบนี้มีความมั่งคั่งและเป็นโลกที่ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ไอทีเป็นเพียงแค่เรื่องในฝันที่ดูจะห่างไกลเหลือเกิน
การทำความฝันให้เป็นจริงจึงถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ทุกคนในโลกไอทีควรให้การสนับสนุน
บทความจาก
: ผู้จัดการออนไลน์
|