
ตัวหูฟังนั้นด้านซ้ายนั้นจะมีรังถ่านสำหรับใส่แบตเตอรี่แบบ
AAA หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าใส่ทำไม
จะไม่ใส่ก็ได้ครับ แต่ถ้าหากต้องการใช้เทคโนโลยี
X-Fi แล้วละก็จำเป็นต้องใส่
ทางด้านขวาของตัวหูฟังจะมีปุ่มปิด/เปิด
Function X-Fi ของหูฟังตัวนี้รวมทั้ง
Switch ลูกเล่น 3 แบบ
ข้อต่อสามารถบิดได้ประมาณ
90 องศาใช้ในการพับเก็บหรือปรับตัว
Driver ให้พอดีกับใบหูครับ

ตัวหูฟังมีฟองน้ำหุ้มหนังสำหรับรองรับศีรษะที่บอกได้คำเดียวว่า
นุ่มมาก

นอกจากนั้นยังสามารถปรับระดับหูฟังได้ถึง
13 ระดับเพื่อรองรับขนาดศีรษะที่แตกต่างกันออกไปด้วยครับ
ไม่ต้องกลัวว่าหูฟังจะบีบกระโหลกจนปวดแล้ว
หุหุ

ตัวหูฟังบุฟองน้ำอย่างดี
ซึ่งตัว Drive ที่ใช้เป็น
Neodymium ช่วยให้สามารถขับพลังเสียงออกมาได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ช่องสำหรับถอดแจ็คออกครับ
ทำให้ไม่ต้องกังวัลเครื่องสายขาดใน
เพราะหากขาดก็ยังสามารถซื้อมาเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย

ด้านขวาบริเวณมุมจะมี Volume
Controller อยู่ครับ ง่ายต่อการใช้งาน

เมื่อใส่ถ่านแบบเปิด Function
X-Fi บนตัวหูฟังเองจะมีไฟสีฟ้าแสดงสถานะ
ซึ่งแยกออกเป็น 3 ระบบ เท่าที่ผมได้ฟังพบว่า
NC
เพิ่มมิติในช่วงความถี่ต่ำ
ทำให้เบสที่ได้ออกมามีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
X-Fi
Crystalizer ในโหมดนี้จะเหมือนกับเปิดโหมด
24 bits บน Sound Card เจ๋งๆนั่นแหละครับ
ช่วงเพิ่มรายละเอียดในส่วนของต้นเสียงและช่วงปลายเสียงให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น
X-Fi
CMSS 3D คือระบบ
Virual Surroud หรือจำลองระบบเสียงรอบทิศทาง
ช่วยเพิ่มมิติและทิศทางของเสียงให้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งหากฟังเพลงแล้ว Sound
Stage จะเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนครับ

เท่าที่ลองฟังเสียงที่ออกมาจาก
Creative Aurvana X-Fi นั้นจิ้ดจ้าดพอตัวครับ
เบสอวบอิ่มไม่บวม เสียงย่านกลางและสูงทำออกมาได้ปานกลางไม่แหลมบาดหูเมื่อฟัง
ความดังนั้นหากเปิดสุดลำโพงก็ไม่มีอาการแตกพร่าเท่าไหร่
แต่หูจะแตกแทนครับ และลูกเล่น
X-Fi ที่ช่วยทำให้หูฟังจากค่าย
Creative ตัวนี้ดูมีราศีและน่าสนใจมากยิ่ง
รวมทั้งน้ำหนักและการออกแบบที่ดูดีอาจทำให้หลายคนตัดสินใจเลือกซื้อตัวนี้ก็เป็นได้ครับ