| สืบเนื่องจากความพยายามในการปรับปรุงกฏหมายลิขสิทธิ์ฉบับปี
พ.ศ. ๒๕๓๗ เพื่อให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน
ในการรวบรวมความคิดเห็นเพื่อประกอบแนวทางในการปรับปรุงกฏหมายครั้งนี้
ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในการรวมกำหนดแนวทางป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
โดยตัวแทนของสมาคมได้เสนอแนวทางที่เป็นจุดยืน
๗ ประเด็น ในการปรับปรุงกฏหมายลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทย
ประกอบด้วย
1.
รูปแแบบของการละเมิดธุรกิจซอฟต์แวร์
มีรูปแบบของการกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้หลายรูปแบบ
เริ่มจากการทำสำเนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่ายหรือที่รู้จักดีในชื่อ
แผ่นก็อปปี้, การละเมิดด้วยการบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมจำหน่าย,
การทำซ้ำภายในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน
กรณีนี้เป็นการละเมิดที่รุนแรงที่สุดคิดเป็นการละเมิดร้อยละ
๕๐ ของความเสียหายในการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั้งหมด
และรูปแบบการละเมิดที่กำลังมาแรงที่สุดด้วยการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากอินเทอร์เน็ต
2.
บทลงโทษ เมื่อเปรียบเทียบทรัพย์สินทางปัญญาที่แลกมาด้วยความรู้ความคิด
สร้างสรร การปรับเพียง ๘ แสนบาท สำหรับผู้ที่กระทำความผิดเป็นวงเงินที่น้อยเกินไปสำหรับการที่จะทำให้คนทำผิดเข็ดหลาบ
ดังนั้นควรที่จะมีบทลงโทษที่มากขึ้น นอกจากนี้
กฏหมายจะป้องกันงานที่ทำซ้ำในระยะเวลา ๕
ปี เป็นเวลาที่นานเกินไป เนื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ
๒ ครั้งระยะเวลาที่คุ้มครองน่าจะสั้นกว่าเดิม
การลงโทษก็ควรที่จะดำเนินการจริงจังให้ถึงตัวผู้ที่กระทำความผิดอย่างแท้จริง
และประเด็นที่กำลังถกเถียงมากที่สุดคือ
เจ้าของสถานที่ที่มีการจำหน่ายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย
โดยเฉพาะเจ้าของสถานที่ที่รู้ว่า มีการจำหน่าย
และประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาในกฏหมายฉบับใหม่คือ
การเอาผิดกับผู้ซื้อที่ทางสมาคมฯ เห็นว่า
ถ้าผู้ซื้อรู้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ซื้อน่าจะมีส่วนรับผิดชอบ
3.
บทบางของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
มีการพบว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บางกรณีไม่ได้บันทึกซอฟต์แวร์ลงในหน่วยความจำหลักของเครื่องแต่นำมาเก็บไว้ในหน่วยความจำชั่วคราว
เพื่อใช้ซอฟต์แวร์ทำงาน เมื่อทำเสร็จผู้ละเมิดจะลบซอฟต์แวร์ทิ้ง
หรือบางกรณีมีการเก็บซอฟต์แวร์ไว้ในเครื่องแม่ข่ายกลาง
และทำการดาวน์โหลด หรือเรียกออกมาเพื่อใช้งาน
พบมากในองค์กรธุรกิจที่มีจำนวนเครื่องลูกข่ายจำนวนมาก
วิธีนี้หากไม่มีการควบคุมการขยายตัวของเครื่องแม่ข่ายจะทำให้การละเมิดรุนแรงมากขึ้น
และหากในอนาคตอินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็วในการบริการมากขึ้นจะให้การกระทำผิดมีมากขึ้นด้วย
4.
เนื้อหาที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์
ยังไม่มีความชัดเจนในแนวทางคุ้มครองลิขสิทธิ์
สำหรับเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ การเติบโตของการบริการข้อมูลผ่านเว็บไซต์
และอีเลิร์นนิ่ง เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง
หากไม่มีการปกป้องบริการเนื้อหาผ่านเว็บไซต์
5.
เทคโนโลยีป้องกัน ปัจจุบันการเก็บหลักฐานในการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากเครือข่ายยังไม่สามารถทำได้
ทำให้มีกำเนิดของเทคโนโลยีป้องกันที่เรียกว่า
Technology Rights Management และเทคโนโลยีป้องกันที่ฝังไว้กับเนื้อหา
รวมถึงระบบการบันทึกการทำงานของหน่วยความจำชั่วคราว
เพื่อเก็บหลักฐานว่า มีการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่อย่างไร
6.
องค์กรจัดเก็บ สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์คงไม่มีความจำเป็นต้องมีองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เหมือนกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น
เมื่อการจำหน่ายเกิดขึ้นแล้วจึงเป็นหน้าที่ขององค์กรเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะหาทางพิทักษ์สิทธิ์
และเมื่อพบว่า มีการกระทำความผิดจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ
7.
บทบาทของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า ไอเอสพี
หรือ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มีการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต
ในฐานะผู้ให้เช่าพื้นที่สำหรับเว็บไซต์
ทั้ง
๗ ข้อเป็นปัญหาที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย
หากต้องการให้มีการพัฒนาต่อไปอย่างมีศักยภาพ
จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการละเมิดหมดไป หรืออย่างน้อย
ให้เบาบางลงมากที่สุด หากได้รับการตอบสนองในข้อเสนอที่เสนอข้างต้น
สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย เชื่อว่า จะประโยชน์โดยตรงกับผู้ประกอบการในธุรกิจซอฟต์แวร์
ประเด็นที่กังวลคือ การตอบรับข้อเสนอเหล่านี้
ยังไม่มีความชัดเจนในระดับนโยบายนัก ในทางปฎิบัติข้อเสนอบางข้อไม่สามารถกำหนดออกมาเป็นกฏหมายรวมกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ความเห็นของนักธุรกิจในวงการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตท่านหนึ่ง
แสดงความกังวลถึงการคุ้มครองเนื้อหาที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์
ที่ยังไม่มีความชัดเจน ในส่วนของกฏหมายยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต
ขณะที่ในทางปฎิบัติไม่มีกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาในเว็บไซต์
มีการเกี่ยงกันระหว่างเจ้าของเว็บไซต์หรือเว็บมาสเตอร์
ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ไอเอสพีผู้ให้บริการพื้นที่สำหรับเว็บไซต์
ที่เคยได้แสดงความเห็นในการประชุมกรรมการไอเอสพีว่า
หากต้องมารับผิดชอบการกระทำหน่วยงานกำกับอย่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
(ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.)
ก็ควรจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย ในที่สุดประเด็นนี้ยังไม่มีความชัดเจน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไม่ได้บรรจุเอาไว้ในข้อเสนอ
๗ ข้อ คือ ปัญหาการละเมิดชื่อที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
หรือโดเมนเนม ปัญหาการละเมิดโดเมนเนมกำลังเริ่มขยายวงแบบเงียบๆ
แต่ไม่มีใครออกมาหาทางป้องกัน ถ้าเปรียบชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต
มีความสำคัญเท่ากับชื่อยี่ห้อ หรือชื่อขององค์กรห้างร้าน
โดเมนเนมย่อมจะมีความสำคัญไม่น้อยในการทำธุรกิจ
และเมื่อโดเมนเนมเกี่ยวข้องกับการทำการค้า
คนที่รับผิดชอบน่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์
หรือหน่วยงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการปฏิรูประบบราชการ
คาดว่าจะชื่อกระทรวงการค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่ในทางปฎิบัติผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมายของกระทรวงพาณิชย์ยังชี้ชัดไม่ได้ว่า
หน่วยงานใดต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องของโดเมนเนม
ถ้าเป็นเรื่องการค้าก็ควรเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า
แต่ควรจะเป็นการค้าภายในประเทศหรือต่างประเทศ
ในเมื่ออินเทอร์เน็ตเป็นของไร้พรมแดนที่ขายได้ตั้งแต่เชียงใหม่ถึงชิคาโก้
ส่วนถ้าจะให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดูแล ก็ดูเหมือนโดเมนเมนมจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์เท่าไร
ฟังดูแล้วเหมือนกันว่า กฏหมายไทยยังไม่ได้ตั้งรับการเติบโตของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในทุกวันนี้
ในระหว่างความกังวลนี้เองได้มีผู้เกิดความคิดขึ้นา
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีกฏหมายเฉพาะที่เข้ามากำกับดูแลและป้องกันการละเมิดการกระทำความผิดด้วยเทคโนโลยี
ทั้งซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต หรือโดเมนเนม
โดยกฏหมายนี้ไม่เกี่ยวกับกฏหมายไอทีที่กำลังทำอยู่
แต่เป็นกฏหมายที่ให้ความชัดเจนในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิ์อันชอบธรรม
ผ่านช่องทางเทคโนโลยีที่มีอยู่
บทความจาก : www.portal.bu.ac.th |