ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆได้มีการพัฒนาขึ้นไปมากจากแต่ก่อน
รวมไปถึงลำโพงที่มีไว้สำหรับต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ของเราด้วยที่ได้พัฒนามากขึ้นเช่นกัน
ลำโพงสามารถให้ความบันเทิงสำหรับผู้ที่สนใจพลังเสียงอันไพเราะของลำโพงเหล่านี้
โดยใช้สำหรับในการชมภาพยนต์ที่ท่านชื่นชอบ
ใช้ในการฟังเพลงโปรด ใช้ในการเล่นเกมต่างๆ
นอกจากนี้ยังใช้สำหรับในการฟังเพลงและดูหนังบนอินเตอร์เน็ต
เป็นการเพิ่มอรรถรสในการฟังที่มากขึ้น
สำหรับผู้ที่ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้งาน
แน่ใจเหลือเกินว่าผู้ซื้อจำเป็นต้องหาลำโพงสักตัวมาด้วยเป็นแน่แท้
โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาใช้งานที่บ้านและต้องการให้บ้านของท่านมีความครึกครื้นจากระบบเสียงนี้
ลำโพงมัลติมีเดียเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากเลยนะครับ
ลำโพงคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่มากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกใช้กัน
แต่ละรุ่นก็มีเสียงที่แตกต่างกันออกไป
เสียงดังกับเสียงดีนั้นเป็นเสียงที่คนละอย่างกัน
เสียงดีย่อมประกอบไปด้วย เสียงที่มีความใส
มีเสียงทุ้ม เสียงแหลม ออกมาอย่างครบถ้วน
สามารถให้ความบันเทิงได้เต็มประสิทธิภาพ
ซึ่งแตกต่างจากเสียงดัง เพราะบางทีนั้นลำโพงที่ให้เสียงดังอย่างเดียวแต่ไม่สามารถให้เสียงที่ไพเราะได้
ก็ไม่ควรเลือกซื้อมาใช้กัน แต่ลำโพงที่มีคุณภาพนั้นต้องแลกกับการที่ต้องเพิ่มเงินในการซื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม
แต่เมื่อแลกกับความรื่นรมย์ในการใช้คอมพิวเตอร์แล้วนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก
ลำโพงนี้สามารถที่จะทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นชุดเครื่องเสียงแบบมินิคอมโปได้
เป็นการเพิ่มบรรยากาศในการใช้งานที่มากขึ้น
ในการเลือกซื้อจึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับลำโพงแบบต่างๆให้เข้าใจก่อนว่าแต่ละรุ่นมีการใช้งานอย่างไร
แล้วเหมาะกับความต้องการของท่านมากน้อยเพียงไหน
ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆของลำโพงกันก่อนนะครับ
เพื่อที่จะทำให้ท่านได้ลำโพงที่มีคุณภาพ
และเหมาะกับการใช้งานของท่านมากที่สุด
ชนิดของลำโพง
เมื่อเราสังเกตลำโพงในอดีตที่ผ่านมา
คุณลักษณะที่สำคัญของลำโพงที่จะใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั้น
ที่จะต้องมีก็คือ การที่มีคุณสมบัติในการป้องการสนามแม่เหล็ก
(Magnetic Shield) เพื่อที่จะป้องกันสนามแม่เหล็กจากลำโพงไปรบกวนการทำงานของจอมอนิเตอร์
ซึ่งอาจทำให้การแสดงผลของมอนิเตอร์ผิดพลาดได้เช่นจอมอนิเตอร์มีสีที่ผิดปรกติเปลี่ยนไปจากเดิม
และอาจทำให้มอนิเตอร์เสียหายได้ ส่วนทางด้านคุณภาพเสียง
นั้นยังไม่เป็นที่สนใจมากนัก เนื่องจากตอนนั้น
เสียงที่ต้องการจากคอมพิวเตอร์ มักจะมาจากการเล่นการฟังเพลงและการเล่นเกมเป็นหลัก
ที่ในขณะนั้นคุณภาพเสียงที่ออกมา
ยังมีคุณภาพไม่สูงมากนัก และการ์ดเสียงในขณะนั้น
ก็ยังมีราคาที่สูงอยู่ แต่คุณภาพไม่ได้สูงตามไปด้วย
ลำโพงสมัยก่อนจะมีเพียง แบบ 2 ลำโพงเท่านั้น
โดยถ้าแบ่งชนิดของลำโพง สามารถแบ่งได้เป็น
2 ชนิดก็คือ
1.ขยายเสียงในตัว
2.แบบที่ไม่มีวงจรขยายเสียง
สำหรับลำโพงที่ไม่วงจรขยายเสียงในตัวนั้น
ขนาดของกรวยลำโพงที่ใช้ ภายในตัวลำโพงจะมีขนาดเล็กประมาณ
2 นิ้วเท่านั้น ลำโพงชนิดนี้จะใช้ความสามารถของการ์ดเสียง
ในการขยายเสียงออกลำโพง การใช้ลำโพงประเภทนี้จึงต้องการการ์ดเสียง
ที่มีวงจรขยายเสียงมาด้วย อย่างเช่นซาวนด์การ์ด
Creative SB Vibra 128 เมื่อก่อนจะมีออปชันในการปรับเสียงต่างเบส
ความดังของเสียง ไม่เช่นนั้นเสียงที่ออกมา
จะไม่ดังเพียงพอต่อการรับฟังของคุณ
คุณภาพเสียงที่ออกมาจะขึ้นอยู่กับการ์ดเสียงเป็นหลัก
ลำโพงชนิดนี้จะไม่มีปุ่มปรับเสียงใดๆ
บนตัวลำโพง โดยจะต้องปรับจากซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานของการ์ดเสียงบนวินโดว์โดยตรง
ลำโพงอีกชนิดหนึ่งก็คือลำโพงที่มีวงจรขยายเสียงภายในตัว
บนตัวลำโพงก็จะปุ่มสำหรับปรับเสียงต่างๆ
เช่น ปุ่ม Volume สำหรับปรับความดังของเสียง
ปุ่ม Base สำหรับปรับระดับความดังของเสียงทุ้มและปุ่ม
Treble สำหรับปรับระดับความดังของเสียงแหลม
อันนี้แล้วแต่ว่าการออกแบบของลำโพงเหล่านี้เป็นอย่างไร
ส่วนประกอบของลำโพง
ลำโพงที่เราเห็นอยู่ในท้องตลาดนั้น
โดยส่วนใหญ่ลำโพงจะอยู่ในรูปของตู้ลำโพงที่อาจจะทำจากไม้หรือพลาสติกที่มีความทนทาน
ซึ่งลำโพงที่ใช้กับคอมพิวเตอร์โดยส่วนใหญ่จะมีตู้ลำโพงที่ทำขึ้นจากพลาสติก
โดยภายในจะประกอบด้วย Driver หรือตัวดอกลำโพงซึ่งจะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป
และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้กำเนิดเสียง
ซึ่งได้แก่ Amplifier และ Crossover
Network ซึ่งอุปกรณ์ภายในเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดขนาดหรือรูปแบบเสียงของลำโพงที่ออกมา
จำนวนดอกลำโพงที่ใช้ก็จะมีผลต่อความเป็นธรรมชาติของเสียงที่ออกมา
ถ้ามีดอกลำโพงหลายตัวก็จะทำให้เสียงที่ได้ครอบคลุมย่านความถี่ของเสียงได้มากกว่า
ให้รายละเอียดของทุกชิ้นเครื่องดนตรีได้ดีกว่า
ลำโพงแบบ 2 ทาง จะประกอบด้วยลำโพง
ของวูเฟอร์ และทวีตเตอร์ ในย่านความถี่เสียงกลางและเสียงต่ำจะถูกขับออกทางวูเฟอร์
ส่วนความถี่เสียงสูงก็จะถูกขับออกทางทวีตเตอร์
สำหรับลำโพงแบบ 3 ทาง ก็จะประกอบด้วย
ซับวูเฟอร์, วูเฟอร์ และทวีตเตอร์
เสียงต่ำสุดก็จะถูกขับออกทางซับวูเฟอร์
เสียงกลางจะถูกขับออกทางวูเฟอร์ และเสียงแหลมก็จะถูกขับออกทางทวีตเตอร์
ลำโพงแบบหลายทางจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า
Crossover Network เป็นตัวแบ่งสัญญาณเสียงในแต่ละย่านออกจากกันและจ่ายไปให้ลำโพงที่ถูกต้อง
ซึ่งอาจจะเป็นสองทางหรือสามทางแล้วแต่ว่าเป็นลำโพงแบบไหน
นอกจากนี้ Crossover Network ยังทำหน้าที่ในการควบคุมความสมดุลของเสียงในแต่ละย่านความถี่
พร้อมทั้งมีระบบการป้องกันการทำงานที่เกินกำลังของลำโพงและการป้องกันระดับความถี่ของเสียงที่สูงเกินกว่าลำโพงจะรับได้
เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง
Tweeter ,ลำโพง Woofer, และลำโพง
Sub Woofer กัน
ลำโพง
Tweeter ทวีตเตอร์เป็นลำโพงที่ใช้สำหรับขับเสียงความถี่สูง
โดยทั่วไปจะมีความถี่เกินจาก 1.5
KHz ขึ้นไป
ลำโพง Woofer ลำโพงวูเฟอร์จะใช้สำหรับขับเสียงความถี่ต่ำ
คือในระดับความถี่ไม่เกิน 1.5 KHz
เนื่องจากความถี่ต่ำมีความยาวของคลื่นค่อนข้างมาก
ลำโพงวูเฟอร์จึงต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถขับอากาศได้เพียงพอสำหรับสร้างเสียงความถี่ต่ำ
ยิ่งวูเฟอร์มีขนาดใหญ่เท่าใด กำลังในการขับและความดังของเสียงเบสก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
วูเฟอร์จะใช้ในการขับเสียงกลางและเสียงต่ำ
ลำโพง Sub Woofer ซับวูเฟอร์เป็นลำโพงที่ใช้ขับเสียงความถี่ต่ำที่สุด
คือในระดับความถี่ถึง 500 Hz ยิ่งขนาดของลำโพงซับวูเฟอร์มีขนาดใหญ่มากเท่าใด
พลังในการขับก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
ในระบบลำโพงที่มีซับวูเฟอร์จะให้เสียงในระดับความถี่ต่ำได้ดีเป็นพิเศษ
ลำโพงแบบต่างๆ
ท่านหลายคนที่กำลังหาลำโพงสักตัวไว้ใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นลำโพงแบบ 2.1, 4.1, 5.1,6.1,7.1
แชนแนล ท่านรู้ไหมว่าลำโพงแบบต่างๆ
นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร เราจะมาไขความสงสัยนี้ให้นะครับ
ก่อนอื่นท่านต้องทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้ก่อนนะครับ
Mono
(1 channel )
คำว่า
MONO นี้มีความหมายว่าอะไร หลายคนคงจะเคยเห็น
วิทยุที่มีลำโพงเดียว หรือ gramophone
เช่น วิทยุสมัยก่อนครับ หลักการของ
Mono คือส่งสัญญานเสียงออกมาที่ลำโพงตัวหลัง
และตัวเดียว โดยที่ Mono นี้ไม่มี
มโนภาพของเสียง อีกความหมายหนึ่งคือ
เราไม่สามารถบอกได้ว่า เสียงนี้มาจากตำแหน่งไหน
และมาจากที่ใด Mono นั้นจะไม่เหมือนกับพวก
stereo และ multi-speaker อื่นๆ หากเราเอาลำโพง
Mono ไปเล่นกับเครื่องเสียงที่เป็น
stereo เสียงที่ออกมาก็ยังเป็น Mono
อยู่ดี แต่เสียงจะออกมาจากลำโพง 2
ลำโพง แต่เสียงที่เราได้รับทั้ง 2
ลำโพงจะเป็นเสียงๆเดียวกัน เหมือนกันทั้ง
2 ลำโพง เหมือนว่าเสียงนั้นมาจากที่เดียวกัน
 |
| หลักการของเสียง
Mono ที่เล่นกับ เครื่องเล่น
Stereo |
Stereo
(2 channel )
เสียงแบบ
Stereo นี้จะมีความแตกต่างจาก Mono
มากพอสมควรทีเดียว โดยในการจัดวางลำโพงนั้นจะต้องจัดวางลำโพงทั้ง
2 ตัว โดยที่ตัวหนึ่งอยู่ทางซ้าย
และอีกตัวหนึ่งอยู่ทางขวาของผู้ฟัง
โดยเสียงแบบ Stereo นี้เราจะสามารถบอกสถานที่ของตำแหน่งของเสียงได้
ซึ่งต่างจากลำโพงแบบ Mono เช่น เมื่อเราเปิดเพลง
เพลงที่เราได้ยินกันนี้ อาจจะได้ยินเสียงของกลอง
อาจจะอยู่ตรงกลาง เสียงกีต้าร์อยู่ด้านขวาของลำโพง
เสียงเปียโนอยู่ทางด้านซ้ายของลำโพง
และเสียงนักร้องจะ อยู่ตรงกลาง ทำให้เสียงที่ได้นั้นมีความไพเราะมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเป็นลำโพงที่ดีกว่าลำโพงแบบแรก
 |
| หลักการของเสียงแบบ
stereo |
Speaker
2.1 channel
ลำโพงแบบ
2.1 แชนแนลนี้เป็นลำโพงที่ได้มีการพัฒนามาจากลำโพงแบบ
2 แชนแนล คือจะมีการเพิ่มลำโพงซับวูเฟอร์เข้ามาอีกตัว
ซึ่งสามารถเพิ่มพลังเสียงเบสขึ้นมา
ทำให้มีเสียงที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันลำโพงแบบนี้เป็นลำโพงที่ได้รับความนิยมสูง
เนื่องจากเป็นลำโพงที่มีราคาไม่แพงมากนัก
และสามารถให้เสียงที่ดี สามารถติดตั้งได้ง่าย
 |
| ตัวอย่างลำโพงแบบ
2.1 แชนแนล |
4
Point Surround ( 4.1 channel)
โดยลำโพงแบบนี้จะประกอบไปด้วยลำโพงมากถึง
4 ตัว และ subwoofer อีก 1 ตัว เรียกอีกอย่างว่าเป็นลำโพงแบบ
4.1 ซึ่งลำโพงแบบนี้ต้องใช้คู่กับซาวนด์การ์ดที่เป็นแบบ
4.1 ด้วย ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้
โดยลำโพง 4 ตัวนี้จะจัดอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันคือ
หน้าซ้าย,หน้าขวา,หลังซ้าย,หลังขวา
และ subwoofer โดยที่ลำโพง Subwoofer
นี้จะไม่นับเป็นลำโพงที่ 5 เพราะเป็นลำโพงที่มีความถี่ต่ำ
เขาจึงนับแค่ .1 โดย แต่ล่ะ ลำโพงของ
4 Point Surround จะออกเสียงที่แต่ต่างกัน
โดยแต่ล่ะตัวมีหน้าที่แตกต่างกันและมีสัญญาณเป็น
ของตัวเอง ยกเว้น Subwoofer ที่ต้องอาศัยความถี่ของ
ลำโพงทั้ง 4 ตัว ในการออกเสียงแทน
 |
| หลักการของลำโพงแบบ
4.1 |
Destop
Theater 5.1 (6 channel)
โดยลำโพงแบบ
5.1 นี้จะใหญ่กว่าลำโพงแบบ 4.1 ขึ้นมาอีกหน่อย
ที่แตกต่างก็คือ จะเพื่มช่องสัญญาณ
ขึ้นมาอีก 2 Channel ให้กับลำโพงตัวกลางที่เพื่มเข้ามาและ
subwoofer โดยแบบ 5.1 นี้ Subwoofer
จะมีช่อง Channel เป็นของตัวเองแล้ว
แต่ก็ยังนับเป็น x.1 อยู่ดีเพราะความถี่ของ
Subwoofer นั้นมีความถี่ต่ำเกินกว่าที่จะนับเป็บ
1.0 โดยลำโพงแบบนี้จะ support Dolby
Digital และ DTS (Digital Theater
Systems) Surround systems โดยเราจะพบเห็นได้ในโรงหนังทั่วไป
แต่หากระบบนี้มาอยู่ที่จอทีวีบ้านคุณหรือหน้าคอมพิวเตอร์จะเรียกว่า
Destop Theater 5.1 นั้นเองครับ
 |
| หลักการของลำโพงแบบ
5.1 |
Speaker
6.1 channel
โดยลำโพงแบบ
6.1 นี้ ก็จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าลำโพงแบบ
5.1 ที่บอกมาข้างต้น มีช่องสัญญาณที่เพิ่มเข้ามาอีก
ลำโพงแต่ละตัวจะมีการจัดวางที่แตกต่างกัน
แล้วการให้เสียงก็มีความแตกต่างกันด้วย
ลำโพงแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในตอนนี้
สามารถให้เสียงที่ไพเราะ มีคุณภาพเสียงที่ดี
ทำให้บ้านของท่านกลายเป็นสถานบันเทิงย่อมๆได้เลย
ลำโพงแบบ 6.1 ที่มีขณะนี้ก็มีอยู่ด้วยกันหลายรุ่น
อย่างเช่นของ Creative คือ Creative
Inspire 6600
 |
| ตัวอย่าง
ลำโพงแบบ 6.1 ของ Creative inpire
6600 |
Destop
Theater 7.1 (8 channel)
ลำโพงแบบนี้เป็นลำโพงที่หรูที่สุดในบรรดาลำโพงที่บอกมาข้างต้นและกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้
แต่ยังมีให้เห็นไม่มากนัก มีความแตกต่างจาก
5.1 ก็คือจะเพิ่มลำโพงตรง กลางซ้าย,
กลางขวา มาอีก 2 ตัว โดยโหมดนี้ ต้องใช้ควบคู่ไปกับซาวนด์การ์ดที่เป็นแบบ
7.1ซึ่งซาวนด์การ์ดแบบ 7.1 แชนแนลนี้ในท้องตลาดของเราเริ่มจะมีให้เห็นกันมากขึ้นแล้ว
เช่น ซาวนด์การ์ดในตระกูล Creative
SB Audigy 2 ZS หรือ Creative SB
Audigy 2 NX ระบบลำโพงดังกล่าวที่บอกนั้นจะมีให้เห็นแต่
ในโรงหนังหรูๆ และ Home Theater ราคาแพงครับ
 |
| ตัวอย่างของลำโพงแบบ
7.1 |
การเลือกซื้อลำโพงต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง
(How To Buy)
เมื่อทำความรู้จักกับประเภทของลำโพงที่ได้บอกมาแล้ว
มาถึงตอนที่ต้องการจะซื้อแล้ว การไปเลือกซื้อลำโพง
ให้ตระหนักไว้ว่า การเลือกซื้อลำโพง
กับเหมือนกับการเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่น
จอภาพ เมาส์ คีย์บอร์ด นั้นคืออุปกรณ์ดังกล่าวอัพเกรดไม่ได้
นอกจากทิ้งและซื้อใหม่สถานเดียว การเลือกลำโพงจึงต้องการความประณีต
ต้องการการทดสอบก่อนใช้งาน ต้องการการทดสอบฟังเสียง
เพราะบางทีอาจได้ลำโพงที่ไม่ถูกใจ
เช่นต้องการเสียงปืนใหญ่ ออกมากลายเป็นเสียงปืนแก๊ป
หรือเสียงรถแข่งกลายเป็นเสียงที่ฟังไม่ออกว่าเป็นรถแข่ง
ดังนั้นประการแรกเลยก็คือ ทดสอบฟังเสียง
ยิ่งถ้าได้ทดสอบกับระบบที่ใช้การ์ดเสียงตัวเดียวกับที่เราเป็นเจ้าของอยู่ก็จะดีมาก
เพราะจะได้ทดสอบเพิ่มเติมว่าเสียงที่ได้นั้น
ดังที่สุดเท่าใด และเบาที่สุดขนาดไหน
ทดสอบลำโพงก่อนการเลือกซื้อ
การเลือกซื้อลำโพงนั้น
เครื่องมือในการทดสอบพลังเสียงที่ดีทีสุดคือ
หูของเราเอง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการฟังของแต่ละคนแตกต่างกัน
ถ้าหากใครที่เคยมีลำโพง มีระบบมัลติมีเดียมาบ้างแล้ว
อาจจะได้รับประสบการณ์จากการใช้งาน
การฟังเสียงลำโพงเดิมมาบ้าง แต่ถ้าหากไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย
ก็อาจจะทำให้การเลือกซื้อนั้นลำบากไปบ้าง
นอกจากนี้สภาพแวดล้อมของการทดสอบฟังเสียงก็ยังแตกต่างกันออกไป
เสียงรอบข้างที่รบกวนมีผลทำให้ผลการทดสอบไม่เด่นชัด
เลือกไม่ถูกว่า ได้ลำโพงที่ถูกใจหรือยัง
แต่สิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ
การตัดสินลำโพงจากรูปทรงภายนอก เห็นว่ามีรูปทรงสวยขนาดใหญ่
รูปทรงทันสมัย แสดงว่าอาจจะมีเสียงดี
หรือตัดสินจากการทนแรงขับ เป็นวัตต์ของลำโพง
เช่น 26 ,96 ,120วัตต์ PMPO /RMS
พวกนั้นเป็นสิ่งที่หลอกลวงผู้ซื้อได้ง่ายที่สุด
อย่าหลงประเด็นเป็นอันขาด ทำนองเดียวกับเครื่องเสียงมินิคอมโปที่ขายกันอยู่ตามร้านขายเครื่องเสียงทั่วไป
การทดสอบทำได้โดยการทดสอบด้านที่ต้องการนำเอาไปใช้งาน
ถ้าหากต้องการนำเอาไปฟังเพลงก็ทดสอบว่าเมื่อใช้ฟังเพลง
ลำโพงนั้นให้มิติของเสียงครบหรือไม่
เสียงทุ้ม เสียงแหลม ความสมจริงของเสียงดนตรี
ประการนี้หากใครเป็นนักเล่นเครื่องเสียง
นักฟังเพลงอยู่แล้วก็คงจะง่ายขึ้น
หรือเมื่อต้องการซื้อลำโพงไปเล่นเกมส์
ก็ควรได้ลำโพงที่มีลักษณะให้เสียงทุ้มได้มาก
ให้เสียงได้ดัง มีกำลังวัตต์สูงๆ
เพราะอรรถรสของการเล่นเกมส์นั้น ปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเสียงมีส่วนเป็นอย่างมาก
การทดสอบทั่วไปอาจทำโดยการทดสอบเล่นเกมส์ที่มีซาวนด์เอฟเฟ็คหลากหลาย
เสียงที่ได้ยินช่วงนี้จะเป็นเสียงสังเคราะห์ซึ่งเหนือจริงเป็นส่วนใหญ่
ทดสอบการเล่นเพลงคาราโอเกะ ซึ่งเสียงจากคาราโอเกะนั้นจะละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงดนตรีที่เล่นกันทั่วไป
เพราะนอกจากการสังเคราะห์ของ Wave
Table เสียงควรใส ให้ความกระจ่างในเสียงดนตรี
ทดสอบการฟังเพลงจากแผ่นซีดีเพลง เสียงที่ได้ส่วนนี้อาจจะนำไปเปรียบเทียบกับเสียงที่ได้ยินเมื่อฟังจากเครื่องมินิคอมโปก็ได้
ระหว่างการทดสอบนั้น ควรปรับเสียงดัง-เบา
เพื่อทดสอบความแตกต่างด้วย ว่ามีความแตกต่างมากน้อยเพียงใด
ปุ่มฟังก์ชันของลำโพงที่ใช้ในการปรับเสียงให้ตรงกับความต้องการ
หลังจากพิจารณาแล้ว
ลำโพงตัวไหนเป็นเสียงที่ยอมรับได้
ต่อไปคือ ดูว่ามีปุ่มแต่งเสียงอย่างไรบ้าง
สำหรับลำโพงแบบมีสองข้าง แบบสเตริโอ
ควรมีปุ่ม BASS สำหรับการปรับเสียงทุ้ม
มีปุ่ม Treble สำหรับการปรับเสียงแหลม
มีปุ่ม Balance สำหรับปรับความสมดุลระหว่างเสียงสองข้าง
ปุ่ม 3 มิติ สำหรับการเล่นระบบ 3
มิติ จากการตรวจสอบการ์ดเสียงและซอฟต์แวร์ในการใช้งานระบบมัลติมีเดียที่มีใช้ทั่วไปในคอมพิวเตอร์
พบว่าปุ่มฟังก์ชันในการปรับแต่งเสียงเหล่านั้นด้วย
ทำให้ไม่สามารถปรับแต่งเสียงในระดับที่พอใจได้
ดังนั้นการเลือกซื้อ ลำโพงที่มีปุ่มปรับเสียงแหลม
ทุ้ม ควบคุมระดับความดังของเสียง
ควบคุมสมดุลของลำโพงซ้ายขวา จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับลำโพงชุดที่มีซับวูเฟอร์
โดยมากมีเพียงปุ่มปรับระดับความดังของเสียง
โดยมี 2 ตำแหน่ง สำหรับควบคุมลำโพงคู่
ทั้งซ้ายและขวา 1 ตำแหน่ง และสำหรับการควบคุมซับวูเฟอร์อีก
1 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ในการปรับก็ขึ้นอยู่ความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน
ว่าต้องการระดับเสียงทุ้มในปริมาณใด
หากน้อยเกินไปก็ไม่ได้ยินเสียงทุ้ม
หากมากเกินไปทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงทุ้ม
ฟังแล้วไม่เป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตามลำโพงแบบมีซับวูเฟอร์บางรุ่น
มีปุ่มควบคุมเสียงทุ้ม เสียงแหลม
และปรับระดับเสียงชุดเดียว จะเห็นว่าความแตกต่างนั้นขึ้นกับผู้ผลิตและออกแบบนั้นเอง
ราคาของลำโพง
ราคานับว่าเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อลำโพง
ราคาลำโพงสำหรับระบบมัลติมีเดียนั้นมีให้เลือกกันตั้งแต่ราคาร้อยไปจนหลายพันก็มี
สำหรับระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ลำโพงนั้นควรมีราคาเท่าไรดี
ถ้าจะให้เหมาะสมควร 1000 ถึง 6000
บาทไม่ควรน้อยหรือมากไปกว่านี้ เพราะเอาตามหลักการซื้อเครื่องเสียง
ราคาลำโพงก็ควรจะมีราคาเท่ากับของราคาของซาวน์การ์ด
ดังนั้นในคอมพิวเตอร์ ถ้าการ์ดเสียงราคา
1000 บาท ลำโพงก็ควรราคา 1000 บาท
แต่ถ้าลำโพงราคาแพงกว่านั้นก็แสดงว่าจะได้เสียงที่ดีขึ้น
เดี๋ยวนี้ราคาซาวนด์การ์ดที่มีคุณภาพดีก็มีราคาที่ลดลงมากแล้วจากแต่ก่อน
ลำโพงที่เราซื้อนั้นควรจะมีภาคขยายเสียง
(Amplifier) ด้วย ส่วนขนาดของลำโพงควรพอเหมาะพอดีกับโต๊ะวางคอมพิวเตอร์
ไม่ใช่ว่าใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไป
ถ้าใหญ่เกินไปก็จะเกะกะวางลำบาก ถ้าเล็กเกินไปเสียงก็ไม่ดีเท่าที่ควร
แต่ก็มีลำโพงที่มีขนาดเล็กแต่เสียงใหญ่เกินตัวก็มี
อย่างเช่นลำโพงของ Boston Acoustic
ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับระบบคอมพิวเตอร์
มีขนาดที่ไม่ใหญ่ แต่เสียงใหญ่เกินตัว
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเลือกซื้อ แนะนำให้ทำการทดสอบก่อน
เพื่อดูว่าเสียงแบบไหนที่เหมาะสมกับท่าน
สำหรับชุดลำโพงแบบมีซับวูเฟอร์นั้นราคาจะอยู่ประมาณ
800 จนถึงราคาเกือบหมื่นบาทก็มี ซึ่งลำโพงแบบมีซับวูเฟอร์นี้มีราคาที่ต่ำลงกว่าแต่ก่อนมาก
แต่คุณภาพเสียงก็ตามราคานะครับ.
สรุปส่งท้าย
หลังจากพิจารณาความเหมาะสมในการเลือกลำโพง
ได้เรียนรู้ประเภทของลำโพงต่างๆ ได้รู้ชนิดของลำโพงต่างๆสำหรับการใช้งานจริง
ๆ ของคุณแล้ว ต่อไปก็ตัดสินใจด้วยหูของคุณเอง
ก่อนที่จะเลือกซื้อ ให้ลองฟังเสียงลำโพงหลาย
ๆ ยี่ห้อที่มีระดับราคาเดียวกัน และเป็นราคาที่ท่านสามารถซื้อได้
ถ้าเจอลำโพงเสียงแบบที่คุณถูกใจ สเปกของลำโพงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปก็ได้ครับ
เพราะมักมีผู้กล่าวไว้ว่าเรื่องของเสียงไม่มีคำว่าผิดหรือถูก
มีแต่ว่าชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ที่คุณจะต้องตัดสินใจแล้วนะครับ
|