| เวลาซื้อโน้ตบุ๊ค
มักดูความเร็วซีพียูก่อนอันดับแรก แต่คิดอีกที
ถ้าใช้แค่งานออฟฟิศ มันต้องแรงขนาดนั้นเลยหรือ

ใครตอบได้บ้างว่า
ชิพไมโครโปรเซสเซอร์มีความละเอียดแม่นยำในการคำนวณตัวเลขถึงกี่หลัก
เฉลยเลยแล้วกัน
คำตอบคือ มันขึ้นอยู่กับจำนวนบิตที่ใช้ในคำสั่ง
เช่น ในคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ มีจำนวนบิตมากถึง
64 บิต หมายความว่าสามารถคำนวณได้แม่นยำถึง
64 หลัก
การใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปตามสำนักงานเน้นหนักไปทางพิมพ์งาน
ทำการบ้าน ทำกราฟฟิก แอนิเมชัน ดูหนัง
ฟังเพลง เป็นต้น ทำให้เกิดคำถามว่า
จำเป็นต้องใช้พลังการประมวลผลคำนวณที่แม่นยำขนาดนั้นเลยหรือ
ไม่ได้ใช้คำนวณหาตำแหน่งทิ้งระเบิดหรือควบคุมกระสวยอวกาศสักหน่อย
การคำนวณแบบดิจิทัลแต่ละครั้งก็คือ
การใส่ 0 หรือ 1 ในแต่ละหลัก ซึ่งก็คือแต่ละทรานซิสเตอร์นั่นเอง
การป้อนกระแสไฟฟ้าควบคุมการเปิดและปิดของสวิตช์ในทรานซิสเตอร์
และควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน ตามธรรมชาติเมื่ออิเล็กตรอนไหลอย่างคงที่จะเกิดสัญญาณไฟฟ้ารบกวน
(Noise) ตามมาและปัญหาที่ตามมาก็คือ
ค่า 0 หรือ 1 ในแต่ละหลักอาจจะคลาดเคลื่อน
ดังนั้น
วิศวกรจึงแก้ปัญหาโดยป้อนกระแสไฟฟ้าให้แก่ทรานซิสเตอร์มากขึ้น
เพื่อให้อัตราสัญญาณที่ต้องการต่อสัญญาณรบกวน
ที่เรียกว่า Signal-to-noise ratio
เพิ่มมากขึ้น วงจรก็จะทำงานได้เที่ยงตรงแม่นยำและเสถียรมากขึ้น
แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการนี้ทำให้ชิพคอมพิวเตอร์กินไฟมากขึ้น
และเกิดความร้อนมากขึ้นตามมาด้วย จึงต้องหาทางระบายความร้อนอีก
ยิ่งเมื่อเราลดขนาดของทรานซิสเตอร์ลงมาจนอยู่ในระดับนาโนเมตรด้วยแล้ว
(เพื่อให้สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ต่อชิพให้มากขึ้น
จนปัจจุบันชิพตัวเดียวมีทรานซิสเตอร์อัดอยู่กว่าพันล้านตัว)
ก็ยิ่งเกิดปัญหาเรื่องความร้อนสูงมากเมื่ออิเล็กตรอนต้องวิ่งผ่านเส้นนำไฟฟ้าที่แคบลง
กลับคำถามเดิมที่ถามว่า
จำเป็นด้วยหรือที่ต้องใช้พลังการประมวลผลคำนวณที่แม่นยำขนาดนั้น
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งคิดว่า
ถ้าเรายอมลดความแม่นยำลงในหลักทศนิยมที่มีค่าน้อยๆ
เช่น ทศนิยมหลักที่ 3 เป็นต้นไป แต่ยังให้มีโอกาสความน่าจะเป็น
(Probability) ที่จะได้คำตอบที่ใกล้เคียงค่าจริงมากกว่า
50% ขึ้นไป ก็น่าจะจ่ายไฟฟ้าให้ชิพน้อยลงได้
และคาดว่า น่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้มากกว่าเดิมถึง
10 เท่าเลย
แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่น่าติดตามมากที่สุดเทคโนโลยีหนึ่งก็ว่าได้เรียกว่า
Probabilistic complementary metal-oxide
semiconductor technology หรือเรียกย่อๆ
ว่า PCMOS
มีการทดลองแล้วว่า
การใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อดูหนังวิดีโอด้วยชิพคอมพิวเตอร์แบบปกติเมื่อเทียบกับชิพ
PCMOS แล้ว ไม่มีความแตกต่างกันเลย
เพราะมนุษย์เรามีขีดจำกัดในการมองเห็นต่ำกว่าที่คอมพิวเตอร์แสดงออกมาอยู่แล้วหลายเท่า
ลองคิดดูว่าถ้าเราใช้ชิพ
PCMOS กับอุปกรณ์พกพาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
โทรศัพท์มือถือ หรือ ไอพอด ซึ่งสูบไฟเอาเรื่องเวลาใช้ดูคลิปและฟังเพลง
แต่ ชิพ PCMOS จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่มากเลยทีเดียว
คาดว่า
ชิพ PCMOS จะปฏิวัติวงการการออกแบบชิพอิเล็กทรอนิกส์อย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียวและช่วยทำให้กฎของมัวร์
(Moores Law) ที่ว่า จำนวนทรานซิสเตอร์ในคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ
ปีครึ่ง ยังคงเป็นจริงได้ต่อไปอีกหลายทศวรรษในอนาคต
อย่างที่ผมเคยบอกว่า
สุดท้าย มนุษย์ก็หาทางรอดจนได้นั่นเอง
เรื่องโดย
: ดร.อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
Article
by TTTonline
|